ศูนย์หนังสือสอบ sheetbook เป็นที่รวบรวมแนวข้อสอบรับราชการ ทุกหน่วยงาน และนี่คือผลงาน ความคิดเห็นของลูกค้าที่ซื้อข้อสอบจากเราไป บางส่วน
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สอบกรมคุมประพฤติ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สอบกรมคุมประพฤติ แสดงบทความทั้งหมด
วันอาทิตย์ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2559
ผลงานลูกค้า
เปิดสอบ ราชการ งานราชการ หางาน สอบราชการ พนักงานราชการ สอบบรรจุ หางาน รับสมัครงาน สอบ กพ. อบต. สอบภาค ก สอบภาค ข รับสมัครงาน ศูนย์รวมงานราชการ
ศูนย์หนังสือสอบ sheetbook เป็นที่รวบรวมแนวข้อสอบรับราชการ ทุกหน่วยงาน และนี่คือผลงาน ความคิดเห็นของลูกค้าที่ซื้อข้อสอบจากเราไป บางส่วน
ศูนย์หนังสือสอบ sheetbook เป็นที่รวบรวมแนวข้อสอบรับราชการ ทุกหน่วยงาน และนี่คือผลงาน ความคิดเห็นของลูกค้าที่ซื้อข้อสอบจากเราไป บางส่วน
Youtube
แนวข้อสอบกรมคุมประพฤติ
รายละเอียดวิชาที่สอบ #แนวข้อสอบกรมคุมประพฤติ
พนักงานควบคุม กรมคุมประพฤติ
1 ความรู้เกี่ยวกับกรมคุมประพฤติ
2 แนวข้อสอบเกี่ยวกับกรมคุมประพฤติ
3 อาชญาวิทยาและทัณฑวิทยา
4 แนวข้อสอบอาชญาวิทยาและทัณฑวิทยา
5 หลักการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง
7 ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกฎหมายและ กระบวนการยุติธรรม
8 แนวข้อสอบ พรบ.วิธีการดำเนินการคุมความประพฤติตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ส.2522 และแก้ไขเพิ่มเติม
9 พรบ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545
10 แนวข้อสอบ พรบ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545
11 ความรู้เกี่ยวกับอาสาสมัครคุมประพฤติ
12 ความรู้ด้านงานคุมประพฤติ
13 แนวข้อสอบระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยพนักงานราชการ พ.ศ.2547
13 แนวข้อสอบระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยพนักงานราชการ พ.ศ.2547
-แบบไฟล์ PDF (ส่งทางเมลล์)สามารถนำไปปริ้นอ่านได้เลย ในราคาเพียงชุดละ 399 บาท
-แบบหนังสือ+MP3 ส่งEMS (ทางไปรษณีย์) เป็นหนังสือ ราคา 799 บาท
**โปรดระวังพวกซื้อไปขายต่อ ข้อมูลจะไม่อัพเดท**
กรุณาชำระค่าสินค้าและบริการ
เลขที่บัญชี 619-2-17391-2 ธ.กสิกรไทย
สาขา บิ๊กซี พระรามที่ 2 ประเภท ออมทรัพย์ ชื่อบัญชี กฤษฎาพร เหมวันต์
โอนเงินแล้วแจ้งที่
Line ID : topsheet1
E-mail :topsheet1@gmail.com
##ติดตามแนวข้อสอบงานราชการ รัฐวิสาหกิจ ทุกหน่วยงานเพิ่มที่ http://topsheet1.blogspot.com/
ความรู้ทั่วไป
กรมคุมประพฤติ กระทรวงยุติธรรม
หน้าที่และความรับผิดชอบของกรมคุมประพฤติกรมคุมประพฤติ กระทรวงยุติธรรม มีอำนาจหน้าที่ต่อไปนี้
1. ส่งเสริมสนับสนุนเกี่ยวกับการดำเนินการแก้ไขฟื้นฟูและสงเคราะห์ผู้กระทำผิด ตามกฎหมายว่าด้วยวิธีดำเนินการคุมความประพฤติ ตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ.2522
2. พัฒนาระบบ รูปแบบ และวิธีการควบคุมความประพฤติผู้กระทำความผิดที่เป็นผู้ใหญ่ จัดทำและประสานแผนงานของกรมให้สอดคล้องกับนโยบายและแผนแม่บทของกระทรวง รวมทั้งเร่งรัดและติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงานของหน่วยงานในสังกัด
3. ปฏิบัติราชการอื่นใดตามที่กฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของกรมหรือตามที่กระทรวง หรือ คณะรัฐมนตรีมอบหมาย
งานคุมประพฤติ (PROBATION)
การคุมประพฤติในที่นี้ เป็นมาตรการในการปฏิบัติต่อผู้กระทำผิดที่เป็นผู้ใหญ่ในชุมชน โดยยึดหลักอาชญาวิทยาและทัณฑวิทยาแนวใหม่ ซึ่งเน้นการปฏิบัติต่อผู้กระทำผิดเป็นรายบุคคล นอกจากนี้ยังเป็นการเปลี่ยนแนวความคิดจากวิธีการลงโทษมาเป็นวิธีการแก้ไขบำบัดและจากการลงโทษจำคุกเป็นวิธีการเสี่ยงการจำคุก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้ชุมชน เข้ามามีส่วนร่วมและรับผิดชอบในการป้องกันอาชญากรรมและการแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำผิด
การคุมประพฤติมีวิวัฒนาการมาจากประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อ พ.ศ.2384 (ค.ศ.1841) โดยช่างทำรองเท้า ชื่อนายจอห์น ออกัสตัส ได้ขออนุญาติศาลประกันตัวชายขี้เมาคนหนึ่งซึ่งถูกจับกุมและต้องถูกคุมขัง โดยนายจอห์นรับว่าจะพาชายคนนั้นมาพบศาลตามกำหนดนัด และเมื่อถึงกำหนดนัดนายจอห์นได้พาชายผู้นั้นมาพบศาล ในลักษณะที่สามารถเลิกดื่มสุราได้ ศาลจึงเพียงปรับและปล่อยตัวไป จากนั้นนายจอห์นได้ใช้วิธีการดังกล่าว ประกันตัวผู้กระทำผิดออกไปเพื่อควบคุมดูแลให้ทำงาน ฝึกวิชาชีพ หรือเรียนหนังสือ ตามความเหมาะสมเป็นราย ๆ ไป ซึ่งวิธีการดังกล่าวได้แพร่หลายและได้มีการพัฒนาแนวความคิดตลอดจนกฎหมายเกี่ยวกับการคุมประพฤติมาเป็นลำดับ จนกระทั่งวิธีการคุมความประพฤติได้รับการนำไปใช้อย่างแพร่หลายทั่วโลก
งานคุมประพฤติจึงเป็นงานสำคัญในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาอยู่ในขั้นตอนก่อนและหลังการพิพากษาคดีของศาล โดยมีพนักงานคุมประพฤติ (Probation Officer) เป็นผู้สืบเสาะข้อเท็จจริงเกี่ยวกับจำเลย ก่อนศาลจะพิพากษาคดี เรียกว่า การสืบเสาะพินิจ (Presentence Investiqation) และภายหลังที่ศาลพิพากษาคดีแล้ว อาจใช้วิธี การควบคุมและสอดส่อง (Supervision) โดยพนักงานคุมประพฤติจะทำหน้าที่ ในการให้คำแนะนำ ช่วยเหลือผู้กระทำผิดนั้น ๆ โดยมีการนำทรัพยากรในชุมชนเข้ามาช่วยเหลือเรียกว่า งานกิจกรรมชุมชน (Community Affairs) โดยมุ่งหวังให้ผู้กระทำผิดได้กลับตนเป็นคนดีและกลับคืนสู่ชุมชนอย่างมีคุณค่าตลอดไป
งานสืบเสาะและพินิจ (Presentence Investigation) หมายถึงกระบวนการแสวงหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับประวัติและภูมิหลังทางสังคมของจำเลยตลอดจนพฤติการณ์ในคดีก่อนการพิจารณาพิพากษาคดี โดยพนักงานคุมประพฤติเป็นผู้ดำเนินการตามคำสั่งศาล แล้วนำข้อเท็จจริงที่ได้มาประมวล วิเคราะห์ และทำรายงานเสนอต่อศาล พร้อมทำความเห็นและข้อเสนอแนะว่า วิธีการใดจึงจะเหมาะสมกับจำเลยรายนั้น เพื่อศาลจะได้ใช้ประกอบดุลยพินิจในการพิพากษาซึ่งจะเป็นการพิจารณาเป็นรายบุคคลไป
วัตถุประสงค์ของงานสืบเสาะและพินิจ
1. เพื่อเสนอข้อเท็จจริงและความเห็นเกี่ยวกับจำเลยต่อศาลในการใช้ดุลยพินิจในการกำหนดโทษ หรือการปฏิบัติที่เหมาะสมกับจำเลยเป็นรายบุคคล
2. เพื่อกลั่นกรองผู้กระทำผิดที่เหมาะสมเข้าสู่กระบวนการคุมความประพฤติ (การควบคุมและสอดส่อง) โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของสังคมและแนวโน้มในการแก้ไขปรับปรุงตนเองในชุมชนของจำเลยเป็นหลัก
3. เพื่อประโยชน์ในการวางแผนแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำผิดที่ศาลมีคำพิพากษาให้รอการกำหนดโทษ หรือรอการลงโทษและกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติไว้
งานควบคุมและสอดส่อง เป็นกระบวนการภายหลังจากศาลใช้ดุลยพินิจในการพิพากษาผู้กระทำผิดแล้วว่า บุคคลนั้นยังไม่สมควรได้รับโทษจำคุก จึงให้รอการกำหนดโทษ หรือรอการลงโทษไว้ก่อน โดยมีการกำหนดเงื่อนไขคุมความประพฤติ และให้พนักงานคุมประพฤติเป็นผู้ควบคุมดูแลแนะนำช่วยเหลือหรือตักเตือนในเรื่องความประพฤติ การศึกษา การประกอบอาชีพ หรือเรื่องอื่น ๆ ด้วยวิธีการแก้ไขฟื้นฟูเป็นรายบุคคลตามความเหมาะสมเช่นการให้คำปรึกษาแนะนำตามหลักจิตวิทยาการบำบัดรักษาทางการแพทย์ การให้การศึกษา การฝึกอาชีพ การอบรมศีลธรรม ตลอดจนการให้การสงเคราะห์ในด้านต่าง ๆ ดังนั้น จึงสามารถพิจารณาลักษณะของงานควบคุมและสอดส่องเป็น 2 ลักษณะดังนี้
1. ด้านกฎหมาย เป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายโดยมีพนักงานคุมประพฤติคอยควบคุมมิให้ผู้ถูกคุมความประพฤติละเมิดเงื่อนไขของศาลหรือกระทำผิดขึ้นใหม่
2. ด้านสังคมจิตวิทยา เป็นการแก้ไขบำบัดผู้กระทำผิดที่มิใช่อาชญากรโดยนิสัย ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทัศนคติและพฤติกรรมให้อยู่ในบรรทัดฐานของสังคม โดยพนักงานคุมประพฤติจะคอยดูแลสอดส่องช่วยเหลือด้วยวิธีการต่าง ๆ โดยใช้หลักจิตวิทยาและสังคมสงเคราะห์ เป็นแนวทางในการปฏิบัติ
งานกิจกรรมชุมชน (COMMUNITY AFFAIRS)
งานกิจกรรมชุมชน หมายถึง ขั้นตอนและกระบวนการทางเทคนิค ที่พนักงานคุมประพฤตินำมาใช้ดำเนินการแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำผิด โดยเฉพาะกับผู้ถูกคุมความประพฤติ ในช่วงระยะเวลาที่อยู่ระหว่างการคุมความประพฤติโดยใช้เทคนิคทางจิตวิทยา การศึกษา จริยศาสตร์ สังคมสงเคราะห์ กฎหมาย และวิธีการอื่น ๆ เข้ามาดำเนินการแก้ไขฟื้นฟูพฤติกรรมและจิตใจ ตลอดจนการให้การสงเคราะห์ช่วยเหลือตามความเหมาะสมเป็นรายบุคคลเป็นระยะ ๆ โดยใช้ทรัพยากรชุมชนอันได้แก่ สถาบันต่าง ๆ และองค์กรสาธารณกุศาล ให้เข้ามามีส่วนร่วมในการรับรู้ เข้าใจส่งเสริม สนับสนุนและช่วยเหลือเพื่อเชื่อมโยงผู้ถูกคุมความประพฤติให้กลับคืนสุ่ชุมชนได้ อย่างแนบเนียนยิ่งขึ้น การที่กรมคุมประพฤติได้นำการมีส่วนร่วมของประชาชน มาใช้ในการดำเนินการแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำผิดนั้น เพราะการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม ไม่สามารถทำได้โดยเจ้าหน้าที่ของรัฐแต่ฝ่ายเดียวหากคำนึงถึงสังคมโดยส่วนรวมแลัว จะเห็นว่าอาชญากรรมเป็นสิ่งที่มีผลกระทบต่อสังคมโดยส่วนรวมดังนั้น จึงควรเป็นภาระหน้าที่ของประชาชนในสังคมที่ควรจะช่วยกันป้องกันแก้ไขปัญหาอาชญากรรมด้วย ปัจจุบันประเทศต่าง ๆ จึงได้พยายามให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการแก้ไขและป้องกันอาชญากรรม ซึ่งเกิดผลดีโดยทั่วไป ดังนั้น
โครงการที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำผิด และประชาชนได้มีส่วนร่วม ได้แก่
1. งานพัฒนาการแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำผิด
2. งานบริการสังคม
3. งานสงเคราะห์ผู้กระทำผิดที่เป็นผู้ใหญ่
4. โครงการอาสาสมัครคุมประพฤติ กระทรวงยุติธรรม
งานพัฒนาการ แก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำผิด (Rehabilitation Development Tasks)
ในกระบวนการงานคุมประพฤติผู้กระทำผิดที่เป็นผู้ใหญ่วัตถุประสงค์หลักของการคุมประพฤติ คือ การให้ความช่วยเหลือ แนะนำ แก้ไขปรับปรุง และส่งเสริมให้ผู้ถูกคุมคามประพฤติได้กลับตนเป็นพลเมืองดี โดยไม่หวนกลับไปกระทำความผิดซ้ำอีก ซึ่งผู้ถูกคุมความประพฤตินั้นจะมีความแตกต่างกันทั้งในด้านสถานะทางสังคม ประวัติส่วนตัว สภาวะอารมณ์ และฐานความผิด ดังนั้นจึงจำเป็นต้องได้รับการแก้ไขฟื้นฟูให้เหมาะสมตามความต้องการเป็นรายบุคคล ทั้งในด้านพฤติกรรมและอารมณ์ การปรับทัศนคติ การเข้าใจปัญหาและรู้จักการแก้ไขปัญหา ด้วยเทคนิคและวิธีการที่แตกต่างกัน ดังนี้
1. การจัดอบรมให้ความรู้แก่ผู้ถูกคุมความประพฤติ
2. การแก้ไขฟื้นฟูโดยใช้หลักธรรมทางศาสนา
- การอบรมธรรมะ
- การจัดค่ายจริยธรรม
- การบรรพชาและอุปสมบท
3…การให้คำปรึกษาจิตวิทยาแบบกลุ่ม
วัตถุประสงค์
1. เพื่อแก้ไขฟื้นฟูผู้ถูกคุมความประพฤติที่มีปัญหาทางด้านพฤติกรรมและอารมณ์โดยช่วยให้ผู้ถูกคุมความประพฤติสามารถปรับตัวให้เข้ากับระเบียบกฎเกณฑ์ของสังคม ตลอดจนหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาในวิถีทางที่ถูกต้อง
2. เพื่อส่งเสริมให้ผู้ถูกคุมความประพฤตินำหลักของศาสนามาใช้ในการดำเนินชีวิตอีกทั้งปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม เพื่อให้เกิดทัศนคติและค่านิยมอันดีงาม ตลอดจนพัฒนาความรู้สึกรับผิดชอบต่อตนเองและสังคมส่วนรวม
3. เพื่อให้ผู้ถูกคุมความประพฤติได้มีความรู้ความเข้าใจถึงระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับฐานความผิดที่ตนเองได้กระทำ ตลอดจนกฎหมายอื่น ๆ อันจะทำให้รู้ถึงเหตุปัจจัยที่จะก่อให้เกิดการกระทำผิด วิธีหลีกเลี่ยงและป้องกันมิให้กระทำผิดใดๆ อีก
4. เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจในเรื่องอื่น ๆ ที่จะส่งผลให้ผู้ถูกคุมความประพฤติได้เกิดการพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนเอง รวมทั้งการพัฒนาทัศนคติและจิตสำนึกที่ดีให้กับตนเอง
งานสงเคราะห์ผู้กระทำผิดที่เป็นผู้ใหญ่ (Social WelfareTasks)
ผู้กระทำผิดที่เข้าสู่กระบวนการงานคุมประพฤติผู้กระทำผิดที่เป็นผู้ใหญ่ส่วนหนึ่งเป็นผู้ด้อยโอกาสทางสังคมที่มีปัญหาด้านต่าง ๆ เป็นเหตุให้คนเหล่านี้ขาดศักยภาพในการแก้ไขปรับปรุงตนเองให้เป็นพลเมืองดี ดังนั้นการให้การสงเคราะห์ผู้กระทำผิดที่เข้าสู่กระบวนการงานคุมประพฤติ จึงเป็นภารกิจที่สำคัญประการหนึ่งของงานคุมประพฤติ อันเป็นการเสริมสร้างศักยภาพในการแก้ไขฟื้นฟูและปรับปรุงตนเองเพื่อให้กลับกลายมาเป็นผู้ที่สามารถช่วยเหลือตนเองและสังคมได้ วิธีการในงานสงเคราะห์ดังกล่าวได้แก่
1. การประกันตัวจำเลยในระหว่างการสืบเสาะและพินิจ
2. การสงเคราะห์ค่าอาหารและค่าพาหนะจำเลย
3. การให้การศึกษาแก่ผู้ถูกคุมความประพฤติ
4. การอบรมด้านอาชีพและฝึกวิชาชีพให้แก่ผู้ถูกคุมความประพฤติ
5. การส่งเสริมด้านการหางานทำให้แก่ผู้ถูกคุมความประพฤติ
6. การให้ผู้ถูกคุมความประพฤติยืมทุนประกอบอาชีพ
7. การให้การสงเคราะห์ค่าอาหารและค่าพาหนะแก่ผู้ถูกคุมความประพฤติ
8. การสงเคราะห์ด้านการรักษาพยาบาลสุขภาพกายและสุขภาพจิตและอาการติดสารเสพติดให้โทษ
9. การให้บริการอื่น ๆ ที่จำเป็นแก่ผู้ถูกคุมความประพฤติ
อย่างไรก็ดี การสงเคราะห์ผุ้กระทำผิดในลักษณะดังกล่าวจำเป็นต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก แต่รัฐบาลมีงบประมาณไม่เพียงพอในการนี้จึงมีการก่อตั้ง มูลนิธิแก้ไขฟื้นฟูและสงเคราะห์ผู้กระทำผิด (Foundation for the Rehabilitation and After-Care Service for the offenders) โดยได้รับการจดทะเบียนเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2525 และนำดอกผลที่เกิดจากเงินทุนมูลนิธิ ไปใช้จ่ายในการสงเคราะห์ผู้กระทำผิดข้างต้น โดยยึดหลักสำคัญว่า “ ช่วยเขา เพื่อให้เขาช่วยตนเองได้และกลับตนเป็นพลเมืองดีต่อไป “
ศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด (The Drug Addict Rehabilitation Center)
ปัญหาผู้ติดยาเสพติด ให้โทษเป็นปัญหาสำคัญของประเทศไทย มีผลกระทบทั้งในทาง เศรษฐกิจ สังคม ชุมชน และครอบครัว แต่ปัจจุบัน เป็นที่ยอมรับกันแล้วว่าบุคคลดังกล่าวเสมือนผู้ป่วยที่ต้องได้รับการบำบัดรักษา รัฐจึงได้วางมาตรการให้ผู้ติดยาเสพติดที่ตกเป็นผู้ต้องหาพ้นจากการติดยาเสพติดด้วยวิธีการบำบัดรักษา จึงได้มีการตราพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2534 ขึ้น และกำหนดให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม รักษาการตามพระราชบัญญัติกับทั้งให้มีอำนาจจัดตั้งศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด ต่อมากระทรวงยุติธรรมจึงได้มีคำสั่งให้กรมคุมประพฤติมีอำนาจหน้าที่และรับผิดชอบดำเนินการตามพระราชบัญญัติและเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2540 คณะรัฐมนตรีได้ลงมติอนุมัติในหลักการโครงการฟื่นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดขึ้น ซึ่งมีประโยชน์และความสำคัญ เป็นผลดีทั้งต่อผู้ติดยาเสพติดเอง และผลดีต่อสังคมส่วนรวม
การรับมอบงานคุมประพฤติ ผู้ได้รับพักการลงโทษ และลดวันต้องโทษจำคุกจากกรมราชทัณฑ์
1. ผู้ได้รับการปล่อยคุมประพฤติจากเรือนจำ ต่างจากผู้ถูกคุมประพฤติจากกลุ่มเดิมของกรมคุมประพฤติอย่างไร
เดิมกรมคุมประพฤติจะดูแลผู้กระทำผิดที่เป็นผู้ใหญ่ที่ศาลได้พิจารณารอการลงโทษหรือรอการกำหนดโทษไว้ แต่ภายหลังปฏิรูประบบราชการตามกฎกระทรวงว่าด้วยการแบ่งส่วนราชการกรมคุมประพฤติ พ.ศ.2545 ได้กำหนดอำนาจหน้าที่ให้กรมคุมประพฤติดูแลผู้ต้องขังในเรือนจำที่ได้รับการพิจารณาปล่อยออกไป อยู่นอกเรือนจำ ก่อนครบกำหนดโทษโดยมีเงื่อนไขการคุมประพฤติด้วย ซึ่งนักโทษเด็ดขาดที่จะได้รับการปล่อยตัวคุมประพฤติ จะมี 2 แบบคือ ผู้ที่ได้รับการพักการลงโทษ , และ ผู้ที่ได้รับลดวันต้องโทษจำคุก
การคุมประพฤติเป็นระยะแห่งการพิสูจน์หรือทดลองความประพฤติ นิสัย ใจคอ ศีลธรรม จริยธรรม ระเบียบวินัย และการปรับตัวให้เข้ากับผู้อื่น เป็นวิธีการที่เปิดโอกาสให้ผู้กระทำผิดที่จำคุกในเรือนจำแล้วระยะหนึ่ง ได้พิสูจน์ตนเองว่า มีความสามารถเพียงพอ หรือมีความพร้อมที่จะกลับตนเป็นพลเมืองดีของสังคมได้หรือไม่
2.พนักงานคุมประพฤติ ของกรมคุมประพฤติจะมีหน้าที่รับผิดชอบจากการรับโอนงานจากกรมราชทัณฑ์เพิ่มขึ้นอย่างไร
ขั้นตอนที่กรมคุมประพฤติรับผิดชอบเพิ่มขึ้น คือ การสืบเสาะข้อเท็จจริงก่อนปล่อย โดยแสวงหาข้อมูลประวัติของนักโทษเด็ดขาดนอกเรือนจำ และผู้อุปการะความยินดีรับอุปการะสภาพแวดล้อม ถิ่นที่อยู่อาศัยของผู้ที่จะได้รับการปลดปล่อย การยอมรับ การให้อภัยของโจทก์หรือฝ่ายผู้เสียหาย ความสามารถในการปรับตนเป็นพลเมืองดี ข้อมูลต่าง ๆ พนักงานคุมประพฤติจะรวบรวมวิเคราะห์เพื่อนำเสนอคณะกรรมการพิจารณาพักการลงโทษหรือคณะกรรมการลดวันต้องโทษจำคุกพิจารณากลั่นกรอง ก่อนที่จะมีการอนุมัติให้ปล่อยตัวคุมประพฤติ
3. กรมคุมประพฤติจะดูแลนักโทษ เหล่านี้อย่างไร
หลังจากที่ได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำ ผู้ถูกคุมความประพฤติจะต้องปฏิบัติตนตามเงื่อนไขที่กำหนด ซึ่งพนักงานคุมประพฤติจะมีหน้าที่คอยดูแลให้ปฏิบัติตามเงื่อนไข มอบอาสาสมัครคุมประพฤติเยี่ยมบ้านเพื่อดูสภาพแวดล้อม ที่อยู่อาศัย การประกอบอาชีพ การดำรงชีวิตประจำวันว่ามีสภาพความเป็นอยู่อย่างไร มีปัญหาอะไรเกิดขึ้นหรือไม่ เพื่อจะได้ให้การช่วยเหลือแนะนำให้สามารถดำรงชีวิต กลับตนเป็นพลเมืองดีไม่ไปกระทำผิดซ้ำขึ้นอีกภายหลังพ้นโทษ นอกจากนั้นขั้นตอนการติดตามสอดส่องมีการจัดกิจกรรมแก้ไขฟื้นฟู เพื่อให้ผู้ถูกคุมความประพฤติเรียนรู้วิธีการปรับตนและสามารถแก้ไขปัญหาของตนเองได้ และในกรณีที่ผู้ถูกคุมความประพฤติปฏิบัติผิดเงื่อนไขที่กำหนด หรือไม่ปฏิบัติให้เป็นไปตามเงื่อนไข ผู้ถูกคุมความประพฤติอาจถูกขังโดยไม่ต้องมีหมายจับหรือหมายจำคุก และนำกลับมาคุมขังในเรือนจำต่อไปตามกำหนดโทษที่เหลืออยู่
4. สังคมจะได้อะไรจากการคุมประพฤติ
เป็นการลดความแออัดในเรือนจำ และเป็นการลดงบประมาณรายจ่ายของรัฐในการควบคุมนักโทษในเรือนจำ เป็นการช่วยให้นักโทษมีโอกาสทำงานรับผิดชอบเลี้ยงดูครอบครัว และสังคมง่ายขึ้น นอกจากนี้ยังให้ชุมชนและสังคมเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาผู้กระทำความผิดและให้การยอมรับ ให้อภัยผู้ที่เคยต้องโทษจำคุกในฐานะสมาชิกของสังคมอันเป็นการป้องกันสังคม จากการกระทำผิดซ้ำ
5. บทบาทของอาสาสมัครคุมประพฤติ ( อสค.)
นอกจากนี้กรมคุมประพฤติยังรับมอบงานอาสาสมัครคุมประพฤติและอาสาสมัครคุมประพฤติของกรมราชทัณฑ์อีก จำนวน 11,721 คน ซึ่งอาสาสมัครคุมประพฤติกรมราชทัณฑ์มีภาระหน้าที่ในการสืบเสาะข้อเท็จจริงผู้ต้องขังก่อนปล่อยคุมประพฤติ การแก้ไขฟื้นฟูและสงเคราะห์ผู้ถูกคุมความประพฤติ อย่างไรก็ตามกรมคุมประพฤติ กระทรวงยุติธรรม ก็มีอาสาสมัครคุมประพฤติของกระทรวงยุติธรรมอยู่แล้ว ขณะนี้มีจำนวน 6,910 คน
เมื่อกรมคุมประพฤติรับมอบงานอาสาสมัครคุมประพฤติของกรมราชทัณฑ์มาแล้ว กรมคุมประพฤติจึงมีภารกิจที่จะต้องดำเนินการรวมอาสาสมัครคุมประพฤติให้เป็นหนึ่งเดียว เพื่อประโยชน์ต่ออาสาสมัครคุมประพฤติและการปฏิบัติงาน ซึ่งจะส่งผลให้งานมีประสิทธิภาพ อันจะเป็นประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติต่อไป ทั้งนี้กรมคุมประพฤติจะเริ่มปฏิบัติงานคุมประพฤติที่ได้รับมอบจากกรมราชทัณฑ์ ตั้งแต่วันที่ 27 มกราคม 2546 เป็นต้นไป
ควรจะปฏิบัติตัวอย่างไรเมื่อต้องเกี่ยวข้องกับ งานคุมประพฤติ
1.เมื่อคุณกระทำความผิดทางอาญา และศาลมีคำสั่งให้พนักงานคุมประพฤติทำการสืบเสาะและพินิจ คุณจะอยู่ในฐานะจำเลย สิ่งแรกที่คุณต้องปฏิบัติหลังจากการได้รับการประกันตัว
2.คุณต้องไปพบคุมประพฤติ ณ สำนักงานพร้อมทั้งนำเอกสารสำคัญบัตรประจำตัวประชาชน ทะเบียนบ้าน หลักฐาน การศึกษา หรือเอกสารอื่น ๆ ไปแสดงต่อพนักงานคุมประพฤติด้วย
3. ถ้ามีขัดข้องจริง ๆ ที่ไม่สามารถไปพบพนักงานคุมประพฤติได้ ให้รีบแจ้งพนักงานคุมประพฤติโดยด่วน
4.ถ้าคุณต้องสามารถนำบิดา มารดา สามี ภรรยา หรือญาติ พี่น้องพร้อมนำหลักฐาน เช่น บัตรประจำตัวประชาชนของบุคลดังกล่าวไปพบพนักงานคุมประพฤติด้วย จะทำให้การสืบเสาะในคดีของคุณรวดเร็วขึ้น
5.ถ้าคุณต้องขังระหว่างการพิจารณาคดี คือ ไม่สามารถประกันตัวได้ ให้บิดา มารดา หรือญาติพี่น้องของคุณไปพบพนักงานคุมประพฤติแทน พร้อมทั้งนำเอกสารสำคัญประจำตัวของคุณไปด้วย
6.สำนักงานคุมประพฤติทุกแห่ง มีโครงการสงเคราะห์จำเลยและครอบครัว ระหว่างการพิจารณาคดี โดยการประกันตัวจำเลยด้วย คุณสามารถสอบถามรายละเอียดได้จากพนักงานคุมประพฤติ
7.เมื่อศาลมีคำพิพากษาในคดีที่คุณกระทำความผิดโดยให้รอการลงโทษ และกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติ คุณจะอยู่ในฐานะผู้ถูกคุมความประพฤติ
8.คุณต้องไปพบพนักงานคุมประพฤติ ภายในวันที่ศาลมีคำพิพากษาหรือวันรุ่งขึ้นพร้อมเอกสารสำคัญประจำตัว
9.คุณจะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขการคุมความประพฤติที่ศาลกำหนดโดยเคร่งครัด และต้องแก้ไขปรับปรุงสิ่งที่เคยผิดพลาด ถ้าไม่ปฏิบัติ คุณจะมีความผิด ศาลอาจยกเลิกการคุมความประพฤติและลงโทษจำคุกตามที่รอการลงโทษไว้
ข้อมูลจาก : สำนักงานคุมประพฤติจังหวัดมุกดาหาร
ประวัติกระทรวงยุติธรรม
ลักษณะการปกครองของไทยในสมัยสุโขทัยยุคแรก สภาพสังคมและการจัดระเบียบการบริหาร ราชการแผ่นดินเป็นไปอย่างเรียบง่ายการใช้อำนาจตุลาการเป็นไปในลักษณะการชำระความแบบพ่อปกครองลูก ในยุค สุโขทัยตอนปลายรูปแบบการปกครองได้พัฒนาขึ้นมาอย่างมีแบบแผนเพื่อให้สอดคล้องกับสภาพสังคมที่เริ่มใหญ่โตขึ้น โดยแบ่งส่วนราชการออกเป็น 4 กรม คือ เวียง วัง คลัง นา โดยมีเสนาบดีกรมวังเป็นผู้ชำระความแทนพระมหากษัตริย์ แต่อำนาจทางตุลาการอย่างเด็ดขาดขึ้นอยู่กับพระมหากษัตริย์ ต่อมาในสมัยกรุงศรี รูปแบบการชำระความได้ปรับปรุงอย่างเป็นแบบแผนมากขึ้น จนกระทั่งได้มีการจัดตั้งศาล ขึ้นเป็นครั้งแรก และเริ่มมีศาลในกรมอื่นๆตามมา ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์การจัดการศาลเริ่มมีความซับซ้อนมากขึ้นและเกิดปัญหาต่างๆตามมาจนทำให้ประเทศไทย ประสบวิกฤตทางการศาลในยุคพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีสาเหตุสำคัญดังนี้คือ
1 . ความไม่เหมาะสมของระบบการศาลเดิม
ระบบศาลที่มีศาลแยกย้ายกันอยู่ตามกระทรวงกรมต่างๆ มากมายและระบบการดำเนินกระบวนการพิจารณาและ พิพากษาคดีที่ต้องทำงานร่วมกันหลายหน่วยงานจึงทำให้การพิจารณาคดีเกิดความล่าช้าสับสน และยังก่อให้เกิดปัญหาเรื่องอำนาจศาล
2. ความไม่เหมาะสมของวิธีพิจารณาความแบบเดิม
วิธีพิจารณาและพิพากษาคดี รวมถึงการลงโทษขาดความเหมาะสมและไม่เป็นธรรม คดีเกิดความล่าช้า และจำนวนคดีความก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
3. ความบีบคั้นจากต่างประเทศในด้านการศาล
อันเนื่องจากชาวต่างประเทศมีสิทธิสภาพนอกอาณาเขตในประเทศ ซึ่งเป็นปัญหาในการ ปกครองประเทศเป็นอันมาก เพราะ กงสุลต่างประเทศถือโอกาสตีความสนธิสัญญา และไม่เคารพ ยำเกรง ต่อกฎหมายและการศาลไทย
จึงทำให้ประเทศไทยต้องปฏิรูประบบกฎหมายและการศาลไทยใหม่อย่างเร่งด่วน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ประกาศจัดตั้งกระทรวงยุติธรรมขึ้น เมื่อวันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2434 (รศ. 110) มีวัตถุประสงค์เพื่อรวบรวมศาลที่กระจัดกระจายตามกระทรวงต่างๆ เข้ามาไว้ในกระทรวงยุติธรรม ให้มีเสนาบดีเป็นประธาน เพื่อที่จะจัดวางรูปแบบศาลและกำหนดวิธีพิจารณาคดีขึ้นใหม่ โดยมีกรมพระสวัสดิวัฒนวิศิษฎ์เป็นเสนาบดีกระทรวงยุติธรรมคนแรก ได้ทรงวางระเบียบศาลตามแบบใหม่ ซึ่งเดิมตามประกาศจัดตั้งกระทรวงยุติธรรมมีศาลทั้งหมด 16 ศาล ให้รวมมาเป็นศาลสถิตย์ยุติธรรมให้เหลือเพียง 7 ศาล คือ
> ยกศาลฎีกา เรียกเป็น ศาลอุทธรณ์คดีหลวงศาลอุทธรณ์มหาดไทย เรียกเป็น อุทธรณ์คดีราษฎร์
>ศาลนครบาล กับศาลอาญานอก รวมเรียกว่า ศาลพระราชอาญา
>ศาลแพ่งเกษม ศาลกรมวัง ศาลกรมนา รวมเรียกว่า ศาลแพ่งเกษม
>ศาลแพ่งกลาง ศาลกรมท่ากลาง ศาลกรมท่าซ้าย ศาลกรมท่าขวา ศาลธรรมการ และ ศาลราชตระกูล รวมเรียกว่า
ศาลแพ่งกลาง
>ศาลสรรพากร ศาลมรฎก รวมเรียกว่า ศาลสรรพากร
>ศาลต่างประเทศ คงไว้ตามเดิม
ต่อมาสมัยพระองค์เจ้าระพีพัฒนศักดิ์ พระเจ้าบรมวงวศ์เธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ทรงเป็นเสนาบดี รศ. 115 - รศ. 116ได้ทรงจัดตั้งโรงเรียนกฎหมายขึ้นในกระทรวงยุติธรรมเพื่อสั่งสอนวิชากฎหมายตามแบบอารยประเทศโดยทรงสอน วิชากฎหมายและเรียบเรียงตำรากฎหมายต่างๆ ไว้มากมาย จึงได้รับสมัญญาว่าเป็นบรมครูกฎหมาย
ในปี พ.ศ. 2451 (รศ. 127) ได้มีประกาศให้ใช้พระธรรมนูญศาลยุติธรรม กับพระราชบัญญัติวิธีพิจารณา ความแพ่ง รศ. 127 เปลี่ยนแปลงและปรับปรุงราชการกระทรวงยุติธรรมและศาลยุติธรรมให้ดีขึ้น ให้ศาล ทั้งหมดตามประกาศตั้งกระทรวงยุติธรรมให้ยกเสีย คงให้แบ่งเป็น ศาลฎีการับผิดชอบต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัว และให้มีศาลขึ้นอยู่ในกระทรวงยุติธรรม 2 ประเภท คือ ศาลสถิตย์ยุติธรรมกรุงเทพฯ ได้แก่ ศาลอุทธรณ์ ศาลพระราชอาญา ศาลแพ่ง ศาลต่างประเทศ และศาลโปริสภา กับศาลหัวเมือง ต่อมาได้มีประกาศจัดระเบียบราชการกระทรวงยุติธรรม ลงวันที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2455 แยกหน้าที่ ราชการกระทรวงยุติธรรมเป็นธุรการส่วนหนึ่งและฝ่ายตุลาการอีกส่วนหนึ่งและยกศาลฎีกามารวมอยู่ในกระทรวงยุติธรรม และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งอธิบดีศาลฎีกาเป็นประธานในแผนกตุลาการ โดยกรมหลวงพิชิตปรีชากร ได้ทรง ได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็น อธิบดีศาลฎีกาคนแรก ในส่วนระเบียบราชการนั้น ให้เสนาบดีกระทรวงยุติธรรม มีอำนาจและหน้าที่บังคับบัญชาราชการและรับผิดชอบในบรรดาราชการที่เป็นส่วนธุรการทั่วไป แต่ในส่วนที่เป็นตุลาการ ให้เสนาบดีเป็นที่ปรึกษาหารือและฟังความเห็นอธิบดีศาลฎีกาแล้ววินิจฉัยไปตามที่ตกลงกัน ถ้ามีความเห็นแตกต่างกัน ให้เสนาบดีพร้อมอธิบดีศาลฎีกา นำความกราบบังคมทูลเรียนพระราชปฏิบัติ
นอกจากนี้ให้ศาลฎีกา มีหน้าที่ดำริวาง ระเบียบราชการฝ่ายตุลาการ และนำความเห็นเสนอเสนาบดี ตลอดจนการตั้ง การเลื่อน หรือเปลี่ยนตำแหน่ง ผู้พิพากษา ส่วนการแก้ข้อขัดข้องปัญหากฎหมายให้เป็นหน้าที่อธิบดีศาลฎีกา เป็นผู้วินิจฉัย ถ้ามีข้อใดจำต้องเรียน พระราชปฏิบัติ ให้อธิบดีศาลฎีกานำความขึ้นกราบบังคมทูล จนในปี พ.ศ. 2471จึงได้ยกเลิกประกาศจัดระเบียบ ราชการกระทรวงยุติธรรม ฉบับ พ.ศ. 2455 ด้วยการประกาศจัดระเบียบราชการกระทรวงยุติธรรม ฉบับลงวันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2471 ที่กำหนดให้เสนาบดีกระทรวงยุติธรรมเป็นประธาน มีหน้าที่รับผิดชอบบังคับบัญชาข้าราชการ ฝ่ายธุรการและตุลาการที่นอกจากการพิจารณาพิพากษาคดีในศาลซึ่งเป็นอำนาจอิสระของผู้พิพากษา แต่เพื่อให้เสนาบดี มีโอกาสตรวจตราราชการในศาลยุติธรรมให้ได้ผลดียิ่งขึ้น จึงให้เสนาบดีมีอำนาจนั่งกำกับการพิจารณาปรึกษาคดี ในศาลยุติธรรมได้ทุกศาล
และในเวลาต่อมาได้มีประกาศใช้พระราชบัญญัติข้าราชการฝ่ายตุลาการ เพื่อปรับปรุง แก้ไขระเบียบราชการตุลาการให้เหมาะสมแก่กาลสมัยและส่งเสริมสมรรถภาพของผู้พิพากษา ตลอดจนการกวดขันในเรื่อง วินัยและมารยาทเพื่อรักษาไว้ซึ่งความเที่ยงธรรมและเชื่อถือศรัทธาของประชาชนในราชการศาลยุติธรรม จึงได้มีประกาศใช้ พระธรรมนูญศาลยุติธรรม พ.ศ.2477 ให้เรียกศาลที่สังกัดกระทรวงยุติธรรมว่า ศาลยุติธรรม และให้แบ่งศาลออกเป็น 3 ชั้นคือ ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา โดยศาลชั้นต้นจะแบ่งเป็นศาลในกรุงเทพฯและศาลในหัวเมือง ตามพระธรรมนูญยุติธรรมวรรคหนึ่งบัญญัติว่า ศาลยุติธรรมทั้งหลายตามพระธรรมนูญนี้ให้สังกัดกระทรวงยุติธรรม ดังนั้นจึงหมายรวมไปถึงศาลอื่นตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลนั้น ๆ ด้วย แต่ไม่รวมศาลทหาร ซึ่งสังกัดอยู่กับ กระทรวงกลาโหม ระบบศาลยุติธรรมได้มีวิวัฒนาการจนมีความเจริญรุ่งเรืองเรื่อยมาโดยการแก้ไขเพิ่มเติม พระธรรมนูญศาลยุติธรรมอีกหลายครั้ง และได้มีพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลต่าง ๆ เพิ่มขึ้นเพื่ออำนวยความ ยุติธรรมแก่ประชาชนผู้มีอรรถคดีอย่างเสมอภาคเป็นธรรมรวดเร็ว และทั่วถึงโดยมีประธานศาลฎีกาเป็นผู้วาง ระเบียบราชการฝ่ายตุลาการของศาลทั้งหมด ทั้งนี้ โดยความเห็นชอบของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม
ต่อมาในปี พ.ศ. 2457 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้ง เนติบัญญัติยสภาขึ้น เป็นสภาในพระบรมราชูปถัมภ์ มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการศึกษานิติศาสตร์และการว่าความ ควบคุมความประพฤติของทนายความให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยทนายความ ในปี พ.ศ. 2491 ปัจจุบันเรียกว่า สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัญฑิตยสภา
อย่างไรก็ตามในปี พ.ศ. 2495 ได้มีการจัดตั้งศาลคดีเด็กและเยาวชน และมีพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งแผนกคดีเด็ก และเยาวชนในศาลจังหวัดขึ้นอีกด้วย ซึ่งปัจจุบันศาลคดีเด็กและเยาวชนได้เปลี่ยนเป็นศาลเยาวชนและครอบครัว และแผนกคดีเด็กและเยาวชนในศาลจังหวัดเปลี่ยนเป็นศาลจังหวัดแผนกคดีเยาวชนและครอบครัว ตามพระราชบัญญัติ จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534
ในส่วนของศาลชำนัญพิเศษ ได้จัดให้มีศาลพิเศษขึ้นเพื่อพิจารณาคดีที่มีลักษณะพิเศษออกไปจากคดีธรรมดา เพื่อให้การดำเนินกระบวนพิจารณาพิพากษาคดีได้รับการพิจารณาจากผู้พิพากษาที่มีความรู้ความชำนาญเฉพาะเรื่อง โดยมีศาลชำนัญพิเศษ 4 ศาล คือ ศาลแรงงานกลาง ศาลภาษีอากรกลาง ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้า ระหว่างประเทศกลาง และศาลล้มละลายกลาง ซึ่งสังกัดอยู่ในกระทรวงยุติธรรมทั้งสิ้น ปัจจุบันศาลทั่วราชอาณาจักร มีจำนวน 196 ศาล เป็นศาลฎีกา 1 ศาล ศาลอุทธรณ์ 10 ศาล ศาลชั้นต้น 185 ศาล
ในปี พ.ศ. 2534 ได้มีการตราพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2534 มาตรา 21 บัญญัติให้ กระทรวงยุติธรรมมีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการศาลยุติธรรมแต่ไม่รวมถึงการพิจารณาพิพากษาคดี โดยมีบทบาทสำคัญ ในการบริหารจัดการ การจัดระบบบริหารงานบุคคลและจัดอัตรากำลัง มีระบบการศาลที่มีประสิทธิภาพ ตลอดจน สนับสนุนส่งเสริมให้ผู้พิพากษาสามารถปฏิบัติหน้าที่ของตนได้โดยสะดวกรวดเร็วและเที่ยงธรรม และสามารถ อำนวยความยุติธรรมให้แก่ประชาชนอย่างทั่วถึง โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุด และรับผิดชอบกิจการทั้งปวง และกำหนดให้กระทรวงยุติธรรมมีภารกิจหลัก ดังนี้
1.ธำรงไว้ซึ่งความศักดิ์สิทธิ์แห่งกฎหมาย
2.อำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชนอย่างเสมอภาค เป็นธรรมและรวดเร็ว รวมถึงการขยายงานของ ศาลออกไปอย่างทั่วถึง เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชน และพัฒนาระบบการพิจารณา พิพากษาคดีให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ
3. รักษาสถาบันตุลาการให้มีเกียรติ ศักดิ์ศรี สามารถดำรงตนเป็นอิสระเพื่อการพิจารณาพิพากษาอรรถคดี ได้อย่างเป็นธรรม
4. ปรับปรุงแก้ไขและเสนอกฎหมาย ให้มีความเป็นธรรมและสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและสังคม
5. พัฒนางานสนับสนุนการอำนวยความยุติธรรม ได้แก่ งานบังคับคดีและพิทักษ์ทรัพย์ งานคุมประพฤติ ผู้กระทำผิดที่เป็นผู้ใหญ่ งานพิทักษ์และคุ้มครองเด็ก เยาวชนและครอบครัว การระงับข้อพิพาททาง แพ่งโดยวิธีอนุญาตโตตุลาการ รวมทั้งสรรหามาตรการสนับสนุนการอำนวยความยุติธรรมอื่นๆ เพื่อให้การอำนวยความยุติธรรมเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
6. ส่งเสริมให้มีการป้องกันและแก้ไขปัญหาอาชญากรรม เด็กและเยาวชนที่กระทำผิดในสังคมร่วมกับชุมชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
7. พัฒนาระบบการบริหารและการปฏิบัติราชการให้ทันสมัย เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อราชการและประชาชน
8.พัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ ทักษะ ทัศนคติและจริยธรรมให้เหมาะสมกับการปฏิบัติราชการอย่างมีประสิทธิภาพ ซื่อสัตย์ สุจริต อุทิศตนให้แก่ราชการ รวมทั้งการเสริมสร้างคุณธรรมและสร้างความภาคภูมิใจใน สภานภาพและบทบาทหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย
9. มุ่งเน้นการให้บริการแก่ประชาชนด้วยความสะดวก รวดเร็ว เป็นธรรมและปลอดภัย และส่งเสริมการให้ความรู้ ความเข้าใจในกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมแก่ประชาชน
ตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2534 ได้กำหนดให้กระทรวงยุติธรรมมีส่วนราชการ ดังนี้
1.สำนักงานเลขานุการรัฐมนตรี มีหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับราชการทางการเมือง การรับเรื่องการร้องทุกข์และประมวลความคิดเห็นเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เพื่อที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมจะได้กำหนดนโยบายในการ บริหารงานได้อย่างเหมาะสมและถูกต้อง
2.สำนักงานปลัดกระทรวง มีหน้าที่ความรับผิดชอบในงานธุรการของศาลทั้งหลาย และบริหารงานธุรการของสำนักงานอธิบดีผู้พิพากษา ภาครวมทั้งงานธุรการของสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน ให้ดำเนินไปโดยเรียบร้อย
3.กรมบังคับคดี มีอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบเกี่ยวกับงานบังคับคดีแพ่ง งานบังคับคดีล้มละลายของศาลทั่วราชอาณาจักร และสำนักงาน วางทรัพย์ ตลอดจนทำหน้าที่ชำระบัญชีห้างหุ้นส่วนบริษัทหรือนิติบุคคลอื่นในฐานะผู้ชำระบัญชีตามคำสั่งของศาล
4.สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ มีอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบในการให้คำแนะนำเกี่ยวกับกฎหมายทั้งในและต่างประเทศให้แก่กระทรวงฯ ศึกษาวิจัยและเสนอแนะเกี่ยวกับระบบงานของศาลและกระทรวงยุติธรรม ปฏิบัติงาน ธุรการให้แก่คณะกรรมการตุลาการ จัดการฝึกอบรมและพัฒนาข้าราชการของกระทรวงยุติธรรม ดำเนินงานห้องสมุดของกระทรวงยุติธรรม
5.กรมคุมประพฤติ มีอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบในการส่งเสริมสนับสนุนเกี่ยวกับการดำเนินการแก้ไขฟื้นฟูและ สงเคราะห์ผู้กระทำความผิด พัฒนาระบบรูปแบบและวิธีการคุมประพฤติผู้กระทำผิดที่เป็นผู้ใหญ่ ประสานแผนของกรมให้สอดคลองกับนโยบายและแผนแม่บทกระทรวง รวมทั้งติดตามและประเมินผล และดำเนินการเกี่ยวกับการสืบเสาะและพินิจ การควบคุมและสอดส่อง การแก้ไขฟื้นฟูและสงเคราะห์ผู้กระทำผิด
สถานที่ตั้งกระทรวงยุติธรรม
เดิมกระทรวงยุติธรรมตั้งอยู่ถนนราชินี เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร (สนามหลวง) ต่อมาใน วันที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2536ได้ย้ายที่ทำการมาอยู่บริเวณถนนรัชดาภิเษก อาคารศาลอาญา แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร เนื่องจากขณะนั้นมีจำนวนคดีที่ศาลแพ่ง และศาลอาญาต้องพิจารณามีเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นเพื่อแบ่งเบาภาระศาลแพ่งและศาลอาญา กระทรวงยุติธรรมจึงมีนโยบายเร่งเปิดศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ศาลอาญากรุงเทพใต้ขึ้น โดยใช้อาคารกระทรวงยุติธรรมเดิมเป็นที่ทำการของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ และ ศาลอาญากรุงเทพใต้ ประกอบกับขณะนั้นอาคารศาลอาญาบริเวณถนนรัชดาภิเษก ได้ทำการก่อสร้างแล้วเสร็จ จึงมีพื้นที่ว่างพอที่จะย้ายไปทำการยังอาคารศาลอาญาดังกล่าว และภายหลังกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญเรื่อง การแยกศาลยุติธรรมออกจากกระทรวงยุติธรรมมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2543 กระทรวงยุติธรรมจึงได้ย้ายออกจากอาคารศาลอาญามาเช่าอาคารที่ทำการชั่วคราวที่อาคารซอร์ฟแวร์ปาร์ค ถนนแจ้งวัฒนะ อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ส่วนอาคารที่ทำการกระทรวงยุติธรรมถาวร กระทรวงยุติธรรม มีโครงการที่จะก่อสร้างที่ราชพัสดุ บริเวณศูนย์ราชการ ถนนแจ้งวัฒนะ
การแยกศาลยุติธรรมออกจากกระทรวงยุติธรรม
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน ด้วยการให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการปกครองและตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ รวมทั้งปรับปรุงโครงสร้างทางการเมืองของประเทศให้มีประสิทธิภาพและมีความมั่นคงเพิ่มมากขึ้น โดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดที่ประชาชนจะได้รับเป็นสำคัญและ มาตรา 275 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยได้บัญญัติให้ศาลยุติธรรมมีหน่วยงานธุรการที่เป็นอิสระโดยจัดตั้งเป็น สำนักงานศาลยุติธรรม ซึ่งมีอิสระในการบริหารงานบุคคล การงบประมาณ และการดำเนินการอื่น จึงทำให้กระทรวงยุติธรรมไม่มีภารกิจในการเป็นหน่วยงานธุรการให้กับศาลยุติธรรมอีกต่อไป การแยกศาลยุติธรรมออกจากกระทรวงยุติธรรมตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2543 และผลของพระราชบัญญัติระเบียบราชการศาลยุติธรรม พ.ศ. 2543 จึงทำให้กระทรวงยุติธรรมเหลือหน่วยงานในสังกัด 3 หน่วยงาน ซึ่งได้แก่
◊ สำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรม
◊ กรมคุมประพฤติ
◊ กรมบังคับคดี
ส่วนสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน เป็นหน่วยงานระดับกองขึ้นตรงต่อสำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรม และตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545 มาตรา 32 ได้กำหนดให้ กระทรวงยุติธรรม มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการบริหารจัดการกระบวนการยุติธรรม เสริมสร้างและอำนวยความยุติธรรมในสังคม และราชการอื่นตามที่มีกฎหมายกำหนด ให้เป็นอำนาจหน้าที่ของกระทรวงยุติธรรมหรือส่วนราชการที่สังกัดกระทรวงยุติธรรม โดยมาตรา 33 ได้กำหนดให้ กระทรวงยุติธรรมมีส่วนราชการ ดังต่อไปนี้
1. ส่วนราชการที่อยู่ในสังกัดกระทรวงยุติธรรม มีดังต่อไปนี้
◊ สำนักงานรัฐมนตรี
◊ สำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรม
◊ กรมคุมประพฤติ
◊ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ
◊ กรมบังคับคดี
◊ กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน
◊ กรมราชทัณฑ์
◊ กรมสอบสวนคดีพิเศษ
◊ สำนักกิจการยุติธรรม
◊ สถาบันนิติวิทยาศาสตร์
2. ส่วนราชการในสังกัดกระทรวงยุติธรรมที่ขึ้นตรงต่อรัฐมนตรี ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามยาเสพติด
3. ส่วนราชการที่ไม่สังกัดกระทรวงยุติธรรม แต่ขึ้นตรงต่อรัฐมนตรี ได้แก่
◊ สำนักงานอัยการสูงสุด
◊ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน
ข้อมูลจาก : กรมคุมประพฤติ - กระทรวงยุติธรรม
แนะนำการสอบ
คำแนะนำในการสอบกรมคุมประพฤติ
ในการสอบเข้ากรมคุมประพฤติ การสอบบรรจุเข้ารับราชการผู้เข้าสอบจะต้องเป็นผู้สอบผ่านการวัดความรู้ความสามารถทั่วไป (ภาค ก.) ของสำนักงาน ก.พ. ก่อน แต่ถ้าสอบเป็นพนักงานราชการไม่ต้องใช้ใบสอบผ่านภาค ก ของ ก.พ. การสอบเข้ากรมคุมประพฤติ จะมีการประเมินสมรรถนะอยู่ 2 ครั้ง คือ ครั้งที่ 1 โดยการสอบข้อเขียน ครั้งที่ 2 โดยการสัมภาษณ์ และจะต้องผ่านการประเมินสมรรถนะครั้งที่ 1 โดยวิธีการสอบข้อเขียนก่อนและเมื่อผ่านการประเมินสรรถนะครั้งที่ 1 แล้ว จึงจะมีสิทธิ์เข้ารับการประเมินสมรรถนะครั้งที่ 2 โดยวิธีสอบสัมภาษณ์ ทั้งนี้จะต้องได้คะแนนสอบข้อเขียนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 60
การเตรียมตัวสอบ
ในส่วนการสอบวิชาเฉพาะตำแหน่ง ควรอ่านให้มากๆ ศึกษาทำความเข้าใจเกี่ยวกับวิชาตำแหน่งให้ดี ข้อสอบจะเป็นระเบียบข้อกฏหมาย วิชากฎหมายก็อ่านฉบับเต็ม ท่องให้ได้ทุกมาตราอย่าไปอ่านเเต่ช้อย มันไม่ตรงนัก ฝึกลองวิเคราะห์ข้อสอบ หาปากกาเน้นข้อความมาขีดเพื่อจำง่าย แล้วสรุป หรือท่องให้ได้ ฝึกทำข้อสอบเก่า โดยเฉพาะในเรื่องที่เป็นจุดบกพร่องของเราทำซ้ำๆจนเข้าใจ
ควรอ่านเนื้อหาที่จะออกสอบในประกาศ และดูเวลาว่าเหลือเวลากี่วันที่จะต้องสอบ และนำเนื้อหาการสอบมาทำความเข้าใจว่าแต่ละเรื่องเกี่ยวข้องกับอะไรบ้าง ค้นหาเนื้อหาแต่ละเนื้อหารวบรวมทุกสิ่งอย่างที่คิดว่าเกี่ยวข้องและจำเป็น แล้วแยกใส่ในแฟ้มงานเป็นหมวดๆ เมื่อได้เนื้อหาครบหมดแล้ววิเคราะห์ว่าแต่ละเนื้อหาใช้เวลาในการอ่านเท่าไหร่ แล้วนำผลรวมออกมาเทียบกับเวลาที่เรามีในการเตรียมตัวสอบ จากนั้นนำเวลามาถัวเฉลี่ย ให้ความหนักเบากับวิชาที่จะสอบ ว่าวิชาไหนเรื่องไหนใช้เวลาเท่าไหร่ แล้วจัดทำตารางการอ่านหนังสือเป็นช่วงเวลาอาจจะแบ่งเป็นต่อสัปดาห์ หรือ 2 สัปดาห์ แล้วนำมาแปะไว้ที่ไหนก็ได้ที่เราสังเกตเห็นได้ชัด ในการอ่านแต่ละวิชาควรอ่านอย่างน้อย 2 รอบ รอบแรกเป็นการอ่านรวมๆ เพื่อหาว่าจุดไหนสำคัญบ้างให้นำปากกาเน้นคำ Mark ไว้ รอบที่สอง จดบันทึกสิ่งที่เรา Mark ไว้ สรุปเป็นภาษาของเราเองเพื่อเอาไว้อ่านก่อนสอบ 1 วัน และก่อนนอนนั่งสมาธิอย่างน้อย 5 นาที สวดมนต์ด้วยก็ยิ่งดี นอกจากนี้ควรศึกษาเส้นทางการสอบ ห้องสอบให้ดี พอถึงสนามสอบให้ตรวจดูห้องสอบหรือนั่งหน้าห้องสอบรอเลยก็ได้ เพื่อป้องกันความกังวลใจ หรือเรื่องรบกวนใจ เมื่อใกล้จะสอบควรงดการพูดจาเรื่อยเปื่อย คุยสนุกเรื่องอื่น กับเพื่อนที่ร่วมสอบ หรือใครก็ตามอย่างน้อย 1 ชั่วโมง เพื่อป้องกันสมองไปจำอย่างอื่น ให้คิดแต่เรื่องสอบอย่างเดียว
นอกจากนี้ควรหาความรู้เกี่ยวกับหน่วยงานด้วย เช่น ประวัติ วิสัยทัศน์ พันธกิจ ค่านิยม ผู้บริหาร หน้าที่ความรับผิดชอบ โดยการหาข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต และความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับการเมือง เศรษฐกิจ สังคม
นอกจากวิชาการที่ต้องใช้ตามวุฒิที่จะรับแล้ว ยังต้องทำการบ้านด้วยว่าหน่วยงานนั้นมีการแบ่งองค์กรยังไง ผู้บริหารเป็นใครในแต่ละระดับ แต่ละส่วนขององค์กรทำงานอะไร มีหน้าที่อะไร ตำแหน่งที่เราจะบรรจุมีหน้าที่อะไร ไปที่หน่วยงานนั้น ถ้ามีห้องสมุดหรือเอกสารเผยแพร่ควรไปอ่านให้หมด ปัจจุบันมีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานหรือตำแหน่งที่จะทำหรือไม่ อย่างไร
ส่วนในการสอบสัมภาษณ์เป็นการสอบด้วยการสนทนาหรือพูดคุยกัน ดังนั้นผู้เข้าสอบควรจะทบทวนเตรียมความรู้หรือข้อมูลในส่วนที่เป็นวิชาการหรือเนื้อหาต่าง ๆ ที่ได้เตรียมไว้แล้วในการเตรียมตัวเข้าสอบข้อเขียน ซึ่งอาจจะใช้เวลาครั้งละ 10 – 30 นาที แล้วแต่กรณี หรืออาจกล่าวอีกนัยหนึ่งว่า การเตรียมตัวเข้ารับการสอบสัมภาษณ์จำเป็นต้องทบทวนความรู้ และข้อมูลบางประการมิใช่เข้าสอบโดยมิได้ทบทวนความรู้หรือข้อมูลอะไรเลย การสัมภาษณ์เป็นการพูดคุยกัน ไม่ต้องเครียด ต้องแสดงความจริงใจ อย่าเสแสร้ง กรรมการจะดูกริยา ลักษณะการพูดจาเป็นว่าเป็นอย่างไรบ้าง เนียมไม่เนียม สำคัญจุดแรกที่กรรมการจะพิจารณาคือการแต่งกายของผู้เข้าสัมภาษณ์ ดูดี สะอาด ผมรัดผูกให้สวยงาม แต่งหน้าแต่พองาม พูดให้เป็นธรรมชาติที่สุด อย่าพาใครไปเป็นเพื่อน
ในการสัมภาษณ์ควรทำใจให้สบาย ตอบคำถามแบบธรรมขาติ เป็นตัวของตัวเอง โดยส่วนใหญ่กรรมการจะถามคำถามต่อไปนี้ คือ 1. ให้แนะนำตัวเอง 2.เหตุผลในการตัดสินใจเข้ารับราชการ 3. เล่าถึงประสบการณ์ในการทำงาน
วิชาที่ใช้สอบเป็นพนักงานราชการ มีดังนี้คือ
การประเมินครั้งที่ 1 โดยวิธีสอบข้อเขียน (100 คะแนน)
- ความรู้ทั่วไป ได้แก่ คณิตศาสตร์ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ
- ความรู้ความสามารถเกี่ยวกับลักษณะงานที่ปฏิบัติ
การประเมินครั้งที่ 2 (ความพร้อมในการปฏิบัติงาน) โดยการสอบสัมภาษณ์ (100 คะแนน)
พิจารณาจากประวัติส่วนตัว ประวัติการศึกษา ประวัติการทํางาน ประสบการณ์ที่เหมาะสมกับตำแหน่ง การมีมนุษย์สัมพันธ์ ความสามารถในการปรับตัวเข้ากับผู้อื่น ท่วงที วาจา อุปนิสัย อารมณ์ ทัศนคติ
มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ และจรรยาบรรณ
วิชาที่ใช้สอบเป็นข้าราชการ มีดังนี้คือ
1. ความรู้ความสามารถเฉพาะตำแหน่ง ( 200 คะแนน )
2. การสอบสัมภาษณ์ ( 100 คะแนน ) เป็นการทดสอบเพื่อวัดความเหมาะสมกับตําแหน่งที่จะบรรจุและแต่งตั้งโดยวิธีการสัมภาษณ์หรือวิธีอื่นเพื่อประเมินความเหมาะสมกับตําแหน่งจากประวัติส่วนตัว ประวัติการศึกษา ประวัติการทํางานประสบการณ์ ท่วงทีวาจา อุปนิสัย อารมณ์ ทัศนคติการปรับตัวเข้ากับผู้ร่วมงาน สังคมและสิ่งแวดล้อม ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ปฏิภาณไหวพริบ บุคลิกภาพและพฤติกรรมของผู้สอบแข่งขันเพื่อให้ได้บุคคลที่มีคุณธรรม จริยธรรม ความรู้ความสามารถ ทักษะ สมรรถนะ และอื่นๆ ที่จําเป็นสําหรับตําแหน่ง
ทั้งนี้ กําหนดให้ผู้สมัครสอบ ต้องสอบความรู้ความสามารถเฉพาะตําแหน่งก่อนผ่านก่อน โดยมีคะแนนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 60 จึงจะมีสิทธิเข้าสอบภาคความเหมาะสมกับตําแหน่ง
รายละเอียดวิชาที่สอบ
พนักงานควบคุม กรมคุมประพฤติ
1 ความรู้เกี่ยวกับกรมคุมประพฤติ
2 แนวข้อสอบเกี่ยวกับกรมคุมประพฤติ
3 อาชญาวิทยาและทัณฑวิทยา
4 แนวข้อสอบอาชญาวิทยาและทัณฑวิทยา
5 หลักการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง
7 ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกฎหมายและ กระบวนการยุติธรรม
8 แนวข้อสอบ พรบ.วิธีการดำเนินการคุมความประพฤติตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ส.2522 และแก้ไขเพิ่มเติม
9 พรบ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545
10 แนวข้อสอบ พรบ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545
11 ความรู้เกี่ยวกับอาสาสมัครคุมประพฤติ
12 ความรู้ด้านงานคุมประพฤติ
13 แนวข้อสอบระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยพนักงานราชการ พ.ศ.2547
13 แนวข้อสอบระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยพนักงานราชการ พ.ศ.2547
ตำแหน่งที่สอบ
เจ้าพนักงานธุรการ
เจ้าหน้าที่บันทึกข้อมูล
พนักงานควบคุม
พนักงานคุมประพฤติ
ในการสอบเข้ากรมคุมประพฤติ การสอบบรรจุเข้ารับราชการผู้เข้าสอบจะต้องเป็นผู้สอบผ่านการวัดความรู้ความสามารถทั่วไป (ภาค ก.) ของสำนักงาน ก.พ. ก่อน แต่ถ้าสอบเป็นพนักงานราชการไม่ต้องใช้ใบสอบผ่านภาค ก ของ ก.พ. การสอบเข้ากรมคุมประพฤติ จะมีการประเมินสมรรถนะอยู่ 2 ครั้ง คือ ครั้งที่ 1 โดยการสอบข้อเขียน ครั้งที่ 2 โดยการสัมภาษณ์ และจะต้องผ่านการประเมินสมรรถนะครั้งที่ 1 โดยวิธีการสอบข้อเขียนก่อนและเมื่อผ่านการประเมินสรรถนะครั้งที่ 1 แล้ว จึงจะมีสิทธิ์เข้ารับการประเมินสมรรถนะครั้งที่ 2 โดยวิธีสอบสัมภาษณ์ ทั้งนี้จะต้องได้คะแนนสอบข้อเขียนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 60
การเตรียมตัวสอบ
ในส่วนการสอบวิชาเฉพาะตำแหน่ง ควรอ่านให้มากๆ ศึกษาทำความเข้าใจเกี่ยวกับวิชาตำแหน่งให้ดี ข้อสอบจะเป็นระเบียบข้อกฏหมาย วิชากฎหมายก็อ่านฉบับเต็ม ท่องให้ได้ทุกมาตราอย่าไปอ่านเเต่ช้อย มันไม่ตรงนัก ฝึกลองวิเคราะห์ข้อสอบ หาปากกาเน้นข้อความมาขีดเพื่อจำง่าย แล้วสรุป หรือท่องให้ได้ ฝึกทำข้อสอบเก่า โดยเฉพาะในเรื่องที่เป็นจุดบกพร่องของเราทำซ้ำๆจนเข้าใจ
ควรอ่านเนื้อหาที่จะออกสอบในประกาศ และดูเวลาว่าเหลือเวลากี่วันที่จะต้องสอบ และนำเนื้อหาการสอบมาทำความเข้าใจว่าแต่ละเรื่องเกี่ยวข้องกับอะไรบ้าง ค้นหาเนื้อหาแต่ละเนื้อหารวบรวมทุกสิ่งอย่างที่คิดว่าเกี่ยวข้องและจำเป็น แล้วแยกใส่ในแฟ้มงานเป็นหมวดๆ เมื่อได้เนื้อหาครบหมดแล้ววิเคราะห์ว่าแต่ละเนื้อหาใช้เวลาในการอ่านเท่าไหร่ แล้วนำผลรวมออกมาเทียบกับเวลาที่เรามีในการเตรียมตัวสอบ จากนั้นนำเวลามาถัวเฉลี่ย ให้ความหนักเบากับวิชาที่จะสอบ ว่าวิชาไหนเรื่องไหนใช้เวลาเท่าไหร่ แล้วจัดทำตารางการอ่านหนังสือเป็นช่วงเวลาอาจจะแบ่งเป็นต่อสัปดาห์ หรือ 2 สัปดาห์ แล้วนำมาแปะไว้ที่ไหนก็ได้ที่เราสังเกตเห็นได้ชัด ในการอ่านแต่ละวิชาควรอ่านอย่างน้อย 2 รอบ รอบแรกเป็นการอ่านรวมๆ เพื่อหาว่าจุดไหนสำคัญบ้างให้นำปากกาเน้นคำ Mark ไว้ รอบที่สอง จดบันทึกสิ่งที่เรา Mark ไว้ สรุปเป็นภาษาของเราเองเพื่อเอาไว้อ่านก่อนสอบ 1 วัน และก่อนนอนนั่งสมาธิอย่างน้อย 5 นาที สวดมนต์ด้วยก็ยิ่งดี นอกจากนี้ควรศึกษาเส้นทางการสอบ ห้องสอบให้ดี พอถึงสนามสอบให้ตรวจดูห้องสอบหรือนั่งหน้าห้องสอบรอเลยก็ได้ เพื่อป้องกันความกังวลใจ หรือเรื่องรบกวนใจ เมื่อใกล้จะสอบควรงดการพูดจาเรื่อยเปื่อย คุยสนุกเรื่องอื่น กับเพื่อนที่ร่วมสอบ หรือใครก็ตามอย่างน้อย 1 ชั่วโมง เพื่อป้องกันสมองไปจำอย่างอื่น ให้คิดแต่เรื่องสอบอย่างเดียว
นอกจากนี้ควรหาความรู้เกี่ยวกับหน่วยงานด้วย เช่น ประวัติ วิสัยทัศน์ พันธกิจ ค่านิยม ผู้บริหาร หน้าที่ความรับผิดชอบ โดยการหาข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต และความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับการเมือง เศรษฐกิจ สังคม
นอกจากวิชาการที่ต้องใช้ตามวุฒิที่จะรับแล้ว ยังต้องทำการบ้านด้วยว่าหน่วยงานนั้นมีการแบ่งองค์กรยังไง ผู้บริหารเป็นใครในแต่ละระดับ แต่ละส่วนขององค์กรทำงานอะไร มีหน้าที่อะไร ตำแหน่งที่เราจะบรรจุมีหน้าที่อะไร ไปที่หน่วยงานนั้น ถ้ามีห้องสมุดหรือเอกสารเผยแพร่ควรไปอ่านให้หมด ปัจจุบันมีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานหรือตำแหน่งที่จะทำหรือไม่ อย่างไร
ส่วนในการสอบสัมภาษณ์เป็นการสอบด้วยการสนทนาหรือพูดคุยกัน ดังนั้นผู้เข้าสอบควรจะทบทวนเตรียมความรู้หรือข้อมูลในส่วนที่เป็นวิชาการหรือเนื้อหาต่าง ๆ ที่ได้เตรียมไว้แล้วในการเตรียมตัวเข้าสอบข้อเขียน ซึ่งอาจจะใช้เวลาครั้งละ 10 – 30 นาที แล้วแต่กรณี หรืออาจกล่าวอีกนัยหนึ่งว่า การเตรียมตัวเข้ารับการสอบสัมภาษณ์จำเป็นต้องทบทวนความรู้ และข้อมูลบางประการมิใช่เข้าสอบโดยมิได้ทบทวนความรู้หรือข้อมูลอะไรเลย การสัมภาษณ์เป็นการพูดคุยกัน ไม่ต้องเครียด ต้องแสดงความจริงใจ อย่าเสแสร้ง กรรมการจะดูกริยา ลักษณะการพูดจาเป็นว่าเป็นอย่างไรบ้าง เนียมไม่เนียม สำคัญจุดแรกที่กรรมการจะพิจารณาคือการแต่งกายของผู้เข้าสัมภาษณ์ ดูดี สะอาด ผมรัดผูกให้สวยงาม แต่งหน้าแต่พองาม พูดให้เป็นธรรมชาติที่สุด อย่าพาใครไปเป็นเพื่อน
ในการสัมภาษณ์ควรทำใจให้สบาย ตอบคำถามแบบธรรมขาติ เป็นตัวของตัวเอง โดยส่วนใหญ่กรรมการจะถามคำถามต่อไปนี้ คือ 1. ให้แนะนำตัวเอง 2.เหตุผลในการตัดสินใจเข้ารับราชการ 3. เล่าถึงประสบการณ์ในการทำงาน
วิชาที่ใช้สอบเป็นพนักงานราชการ มีดังนี้คือ
การประเมินครั้งที่ 1 โดยวิธีสอบข้อเขียน (100 คะแนน)
- ความรู้ทั่วไป ได้แก่ คณิตศาสตร์ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ
- ความรู้ความสามารถเกี่ยวกับลักษณะงานที่ปฏิบัติ
การประเมินครั้งที่ 2 (ความพร้อมในการปฏิบัติงาน) โดยการสอบสัมภาษณ์ (100 คะแนน)
พิจารณาจากประวัติส่วนตัว ประวัติการศึกษา ประวัติการทํางาน ประสบการณ์ที่เหมาะสมกับตำแหน่ง การมีมนุษย์สัมพันธ์ ความสามารถในการปรับตัวเข้ากับผู้อื่น ท่วงที วาจา อุปนิสัย อารมณ์ ทัศนคติ
มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ และจรรยาบรรณ
วิชาที่ใช้สอบเป็นข้าราชการ มีดังนี้คือ
1. ความรู้ความสามารถเฉพาะตำแหน่ง ( 200 คะแนน )
2. การสอบสัมภาษณ์ ( 100 คะแนน ) เป็นการทดสอบเพื่อวัดความเหมาะสมกับตําแหน่งที่จะบรรจุและแต่งตั้งโดยวิธีการสัมภาษณ์หรือวิธีอื่นเพื่อประเมินความเหมาะสมกับตําแหน่งจากประวัติส่วนตัว ประวัติการศึกษา ประวัติการทํางานประสบการณ์ ท่วงทีวาจา อุปนิสัย อารมณ์ ทัศนคติการปรับตัวเข้ากับผู้ร่วมงาน สังคมและสิ่งแวดล้อม ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ปฏิภาณไหวพริบ บุคลิกภาพและพฤติกรรมของผู้สอบแข่งขันเพื่อให้ได้บุคคลที่มีคุณธรรม จริยธรรม ความรู้ความสามารถ ทักษะ สมรรถนะ และอื่นๆ ที่จําเป็นสําหรับตําแหน่ง
ทั้งนี้ กําหนดให้ผู้สมัครสอบ ต้องสอบความรู้ความสามารถเฉพาะตําแหน่งก่อนผ่านก่อน โดยมีคะแนนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 60 จึงจะมีสิทธิเข้าสอบภาคความเหมาะสมกับตําแหน่ง
รายละเอียดวิชาที่สอบ
พนักงานควบคุม กรมคุมประพฤติ
1 ความรู้เกี่ยวกับกรมคุมประพฤติ
2 แนวข้อสอบเกี่ยวกับกรมคุมประพฤติ
3 อาชญาวิทยาและทัณฑวิทยา
4 แนวข้อสอบอาชญาวิทยาและทัณฑวิทยา
5 หลักการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง
7 ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกฎหมายและ กระบวนการยุติธรรม
8 แนวข้อสอบ พรบ.วิธีการดำเนินการคุมความประพฤติตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ส.2522 และแก้ไขเพิ่มเติม
9 พรบ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545
10 แนวข้อสอบ พรบ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545
11 ความรู้เกี่ยวกับอาสาสมัครคุมประพฤติ
12 ความรู้ด้านงานคุมประพฤติ
13 แนวข้อสอบระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยพนักงานราชการ พ.ศ.2547
13 แนวข้อสอบระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยพนักงานราชการ พ.ศ.2547
ตำแหน่งที่สอบ
เจ้าพนักงานธุรการ
เจ้าหน้าที่บันทึกข้อมูล
พนักงานควบคุม
พนักงานคุมประพฤติ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)















